09_6002

posted on 16 Sep 2011 00:13 by bluefaith-ashi

อันยองฮาเซโย...เป็นอีกครั้งที่ผมดอง Blog และก็ข้ามหัวเรื่องไปซะเฉยๆ
ตอนแรกรับปากว่าจะเขียนเรื่องที่ไป ทัศนศึกษา น่ะครับ
ชีวิตในบทความของผมมันไม่ค่อยจะเรียลไทม์สักเท่าไหร่เลยจริงๆนะ ฮ่าๆ
 
ขอโทษจริงๆนะครับ และก็ ขอบคุณหลายท่านที่ยังติดตามกันอยู่
ช่างมีความอดทนสูงกันเป็นอย่างยิ่ง ฮ่าๆ
ผมล้อเล่นนะ ^^
 
 
ชื่อเรื่องเป็นรหัสเลขแบบนี้จะงงมั๊ยครับ? ผมว่าอย่างหลังคงไม่งงหรอก ใครๆก็รู้
แต่ไอ้สองตัวแรกเนี่ย มายังไง? มาทำไม? เนอะ~
 
ก่อนอื่นก็จะบอกอีกครั้งอย่างชิลๆว่า ผมเมน "คิม แจจุง" นะครับ
มีหลายคนที่ไม่เชื่อ และ อีกหลายคนที่ทำหน้าตกใจ
 
ผมเข้าใจดีครับ...ฮ่าๆ
 
เรื่องบางอย่างมันเริ่มต้นเพราะการไปเป็น Ufo ศิลปินน่ะครับ อยากรู้ว่าเป็นยังไง 
ลองไปก็คงไม่เสียหายอะไรหรอก แต่พอคิดว่าอยากเล่นแล้วจะเป็นใครละ ถ้าไม่ใช่ "ทงบังชินกิ"
และเมนแจ จะให้ไปเป็นใคร ผมย่อมอยากจะเป็น คิม แจจุง เป็นเื่รื่องธรรมดา
 
แต่ว่าวันที่ผมไปออดิชั่น ดันมีคนมาออเป็นแจจุงอยู่ก่อนแล้ว ผมก็เลยอดไปน่ะครับ
แต่มาสเตอร์บ้านก็เสนอให้ผมออเป็น ปาร์ค ยูชอน ... ผมไม่ได้ตกลงทันทีสักหน่อย(ไม่ใจง่ายนะ ฮ่าๆ)
 
คือแบบว่าในบรรดาสมาชิกทั้งหมด ผมสารภาพว่าสนใจปาร์ค ยูชอน น้อยที่สุดครับ
แทบไม่ได้รู้อะไรมากมายในแบบที่ควรเป็น(ก็ไม่ใช่เมน)
แต่ก็ตัดสินใจออครับ...ไม่รู้ทำไม แต่ก็ออไปแล้ว กับคำถามที่ว่า
 
"บอกความเป็นปาร์ค ยูชอนมาให้ฟังหน่อย"
 
สำหรับผมนาทีนั้นคำถามนี้แม่ง...ยากชิบหาย - -" (หยาบคายเพื่ออรรถรสนะครับ)
ผมหงึ่บไปชั่วอึดใจ จะเปิดอากู๋ถามก็คงบอกไม่ได้หรอก เอาไงดีวะ?
สุดท้ายก็ตอบไปตามความคิดครับ ตอบไปตามสันดานตัวเอง 
 
แล้วมันก็ดัน...ผ่าน! 
 

 
พอมาสเตอร์บอกว่าผ่าน ดีใจที่มีคนมาเป็นสักที(?) 
ทำไมครับ? การเป็นยูชอน มันยากเหรอ? แล้วผมก็ได้แบบฟลุคๆหรือเปล่า?
หลังจากรับเมลล์รับพาสมา เรื่องแรกที่ผมบอกมาสเตอร์คือผมไม่ได้เมนปาร์คนะครับ 
แล้วถ้าผมทำหน้าที่ Ufo ได้ไม่ดี มันจะเสียไปถึงศิลปินมั๊ย? ฮ่าๆ
 
คือตอนนั้นเพิ่งจะขึ้นม.ปลายครับ คิดสะระตะเยอะแยะเป็นธรรมดา
สุดท้ายมาสบอกแค่ว่า "เขาเชื่อว่าผมทำได้ เป็นตัวเองเถอะนะ"
 
พอจบวันแรกของการออนเพื่อทดลองงาน(จริงจังมาก)
ผมก็กลับไปหานิตยาสารที่เคยซื้อมาเก็บ รวมถึงดูพวกประวัติอะไรเพิ่ม
อารมณ์ว่าสนใจเขามากขึ้นกว่าเดิมน่ะครับ แล้วก็เจออะไรหลายๆอย่างที่บางทีมันเป๊ะไป
 
อนุญาติให้หมั่นไส้ได้ถ้าอยากนะครับ ผมจะเขียนเกี่ยวกับตัวเอง(เท่าที่นึกออก)
ถ้าเป๊ะอันไหนก็ลองดูนะ ถ้าไม่เชื่อก็มาลองรู้จักกันมาๆ *กวักมือ*
เฟิร์มได้จากคนสนิท และคนรู้จัก ฮ่าๆ ... *โดนตบ*
 
 
ผมเกิดวันพุธ กรุ๊ปเลือดโอ...ยูชอนก็เกิดวันพุธ กรุ๊ปโอ
ผมติสส์มาก...ยูชอนก็ติสส์มาก(และเทพกว่า)
นิสัยบางอย่างที่ผมรู้มา(จากเมนชอน) มันเป็นเรื่องที่ผมทำปกติอ่ะครับ
เช่น
 
ผมล้างหน้าแล้วไม่ชอบเช็ดหน้า ชอบตากพัดลมไม่ก็ปล่อยให้แห้งเอง (แนวซกมก)
ผมชอบอากาศเย็น ชอบเปิดแอร์แรงๆ แล้วซุกตัวในผ้านวม 
ผมขี้เซา...ตื่นยาก แต่ถ้าตื่นแล้วก็คือตื่น
ผมแปรงฟันก่อนอาบน้ำ และ สระผมไม่ใช้ครีมนวด 
ผมเป็นคนเจ้าน้ำตา ขี้แย Sensitive มากกกกก ... หลายคนส่ายหน้่าเอือมๆ ผมเห็นนะ!
 

 
ผมจำได้เท่านี้นะ นอกนั้นก็แล้วแต่คนจะสัมผัสหรือรู้จักอะไรก็ว่ากันไป
แต่ว่าคนเรามันไม่เหมือนกันหรอกครับ เอาจริงๆแล้ว 
อาจมีคล้ายบ้างแต่ก็ไม่เหมือนกันไปหมดซะทีเดียว 
ยังไงสุดท้าย ผมเองก็คือตัวเองนี่แหละ ^^
 
สำหรับผมแล้ว ผมนับถือยูชอนเหมือนพี่ชายที่ไว้ใจได้มากๆคนหนึ่ง
ปกติผมจะมีแต่พี่สาวนะครับ ที่ไว้ปรึกษาพูดคุยด้วย 
แต่ว่ายูชอนจะเป็นพี่ชายที่สนิทมาก แต่ว่าไม่สามารถพูดคุยปรึกษาอะไรได้
คงมีแต่ผมที่เอาแต่พูดอยู่ฝ่ายเดียว ฮ่าๆ
 
บางทีอาจเป็นเพราะว่าเรามีมุมมองในเรื่องหลายเรื่องคล้ายกัน
รวมไปถึงสภาพครอบครัวที่เคยเผชิญปัญหามา
ถึงแม้ว่าผมจะต่างกับเขาที่พ่อแม่ตัวเองยังไม่ได้หย่าร้างกัน
แต่ปัญหาทางครอบครัวที่เราเจอ...ไม่ได้ต่างกันมากเลย
 
ดังนั้นมีหลายอย่างที่เขาสอนผมมากมาย 
ผมเคยคิดว่าถ้าเขาไม่ได้โด่งดัง ไม่ได้เป็นนักร้องแล้ว
คงผันตัวไปทำงานเบื้องหลัง บางทีเราอาจได้เจอกันนะ
ความฝันของผมคือชวนเค้าไปดริ๊งซ์แล้วคุยเรื่องดนตรีสักแมต!
 
บ้าเนอะ แต่ผมคิดจะทำจริงๆ ตอนนั้นคงได้เจอกันง่ายแล้วล่ะ ฮ่าๆ
 
 
แต่ผมรู้สึกสบายใจที่ได้พูดกับเค้านะ เวลาอยู่ในทวิตเตอร์น่ะ
จริงๆแล้วแค่เราทวิตออกไป มันก็มากพอแล้วใช่มั๊ยครับ แบบว่า ก็แค่อยากพูด
แต่สำหรับผม การที่ได้ติดชื่อเค้าไว้ ผมแค่รู้สึกว่าผมได้พูดคุยกับพี่ชายคนเดียวของผม
แม้ว่าเค้าจะอ่านไม่ออก ไม่ได้อ่าน ไม่ได้ตอบกลับ ... แต่ก็รู้สึกว่ามีคนรับฟัง
และเป็นคนที่มีความคิดและทัศนคติที่ใกล้เคียงกันด้วย
มันเป็นความสบายใจที่ผมคิดว่า คงมีคนเข้าใจอยู่นะ ฮ่าๆ 
 
ช่วงนี้ผมเองไม่ได้กลับไปที่ทวิต แล้วก็ไม่ได้เมนชั่นไปคุยกับเขาเท่าไหร่
ผมหวังว่าเขาจะสบายดี และมีความสุข ^^
 

 
ต่อมาเป็นเรื่องรหัสเลขที่ไม่ได้คิดอะไรเลย
แต่ก่อนนามแฝงผมไม่ใช่ BlueFaith09 หรอกครับ
แต่ว่าเป็น HERO_KIKU09 น่ะ แล้วเลข 09 เป็นเลขหัวท้ายของเลขโดด
ผมไม่ได้คิดอะไรมากเลย แค่รู้สึกว่ามันสวยดี ก็เลยเอามาติดไว้น่ะ
ไปๆมาๆ พอได้ชื่อยูส BlueFaith ที่ไปขโมยมาจากไซเวิร์ลยูชอน
ผมก็ตบ 09 ไปปิดท้ายให้สวยๆ แล้วใช้อย่างภาคภูมิใจมาจนถึงตอนนี้ครับ ฮ่าๆ
 
ถ้า 6002 เป็นชุดเลขของยูชอน 09 ก็เป็นชุดเลขของตัวผม
คือไม่ได้คิดว่าเราจะต้องมีตัวเลขมาใส่ในนามแฝง แต่พอเอามานึกดู
ก็กลายเป็นหัวชื่อของ Blog ในตอนนี้ไปแล้ว
ก็อกจะเก๋นะครับ ผมชอบนะ ^^
 
ทำไมถึงได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็ไม่รู้เหมือนกันครับ?
 
บางทีคงเพราะผมดองที่นี่ไว้นาน แต่ว่ากำลังจะปัดฝุ่นนะ
อยากพูดอยากระบายอะไร ผมก็เขียนไว้หมด 
เมื่อเวลาผ่านไป กลับมาอ่านใหม่ มันก็ดูตลกดี
ตลกที่ว่าเมื่อตอนนั้นผมมีความคิดอย่างนี้อยู่เหรอ?
ตอนนั้นทำไมคิดงี้นะ ก็ตอนนี้มันต้องอย่างนี้สิ 
 

 
แปลกดีที่ผมชอบจะเถียงกับตัวเองอยู่เสมอ แต่นั่นแหละครับ
มันทำให้ผมคิดอะไรได้เยอะมากขึ้น อาจไม่ได้คิดได้ดีที่สุด
แต่ว่าก็หาทางออกได้อย่างโอเคที่สุด สำหรับตัวของผมเองนะ 
 
เออนะ...จะว่าไปแล้ว ผมน่ะใช้รูปยูชอน แทนตัวเองมาตลอด
มันเป็นซิมโบลิคประจำตัวไป ตั้งแต่ผมเป็น Ufo แ้ล้วล่ะครับ
 
จริงๆยูชอนเป็นคนที่มีสีหน้าหลากหลายมากกว่า ผมเลยชอบใช้รูปเค้าไปเลย
ถ้าคนที่เป็นเพื่อนกับผมใน BB หรือว่าสไกป์ ก็จะเห็นว่า
 
อารมณ์ผมจะแปรผันตรงกับดิสเพลย์ตอนนั้นๆตลอด
อันนี้ผมรวมรูปที่เคยใช้ไว้ครับ แต่ตอนนี้ไม่ได้ใช้แล้ว
 

 
 
YuChun : Happy Set.

 

 
 

 
 

 
 
YuChun : Sorrow Set.
 

 
 
 
 
 

 
 
YuChun : Son Joon Set.
 
 
 
 
 
YuChun : Yutaka Set.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ดูไปดูมาแล้วมันเยอะมากเลยครับ ผมคิดว่าถ้ารวมทั้งตอนเป็น Ufo คงเยอะกว่านี้อีก ^^
 
นี่แหละครับเรื่องราวของ 09_6002

edit @ 21 Feb 2012 03:17:45 by BlueFaith09

Accident...

posted on 05 Sep 2011 21:54 by bluefaith-ashi
ชื่อเรื่องในวันนี้ดูเป็นเรื่องเป็นราวนิดหน่อยนะครับ
มันเกิดเหตุการณ์ไปเมื่อศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ.2554 ตอนสักประมาณ 3 ทุ่มได้ครับ
 
ผมประสบอุบัติเหตุตกจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างในท่าที่ไม่คอยสวยเท่าไหร่
ผมรู้สึกตัวตลอดเวลา และรู้ด้วยว่าหัวตัวเองฟาดไปกับพื้น คิดว่าน้ำตาไหลนะครับ
จากนั้นผมก็เด้งตัวลุกขึ้นมาทันที แว่บแรกที่ผมคิดคือ "กูหัวฟาดพื้นเลยเร๊อะ!"
 
พี่มอไซวินพยายามจะยกตัวผมขึ้น คือพยายามจะให้ผมยืนขึ้นให้ได้
แต่ในตอนนั้นผมยังมึนและปวดหัวมากครับ เลยบอกว่าผมปวดหัวมาก อย่าเพิ่งๆ
เขาพูดกับผมว่า "น้องลุก ต้องไปโรงพยาบาลนะ" ซ้ำไปซ้ำมา
 
พอได้ขินคำว่า "โรงพยาบาล" เท่านั้นละครับ ผมก็ได้แต่ปฏิเสธยันเลยว่า "ไม่ไป"
แต่ไอ้จะไม่ไปก็ไม่ได้หรอกครับ ในเมื่อหัวผมแตก พระเจ้า!
คลำไปหลังหัวเห็นเลือดถึงได้ถึงบางอ้อ 
สุดท้ายก็ต้องไปโรงพยาบาลจนได้ครับ ดีที่ตอนนั้นพี่นักข่าวของมหาวิทยาลัย
เขาอยู่แถวๆนั้นพอดี เค้าเลยอาสาพาผมไปส่งที่โรงพยาบาล
ระหว่างทางผมก็ยังรู้สึกตัวอยู่ตลอดทาง จนเมื่อถึงโรงพยาบาล
 
เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล หมายถึง บุรุษพยาบาลน่ะครับก็เอารถเข็กมาให้ผมนั่ง
ตอนนั้นรู้สึกตัวดีแต่ว่ามองอะไรไม่ชัดเลย ปวดหัวมากอย่างที่ไม่เคยปวดมาก่อน
แล้วเขาก็ให้ผมไปนอนรอบนเตียง ผมไม่รู้ว่าเลือดที่หัวมันหยุดไปแล้วหรือยังนะ
สักพักพยาบาลก็เข้ามาล้างแผล พูดเหมือนจะเย็บ ผมก็แบบ...=[]=!
 
ยอมรับว่าผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาฉีดยาชาตอนไหน รู้ว่าสักพักก็รู้สึกถึงแรงกดๆ
พยาบาลบอกแค่ว่า "จะเย็บแล้วนะคะ" ประเด็นคือ "บอกทำไมครับ ผมกลัว TT^TT"
 
ระหว่างที่เย็บน่ะไม่เจ็บไม่อะไรนะครับ แต่รู้สึกได้ว่าโดนกด ดึง 
รู้สึกว่ามีอะไรมาร้อยๆดึงๆที่หลังหัว ไม่นานก็เสร็จ ผมก็กลับไปนั่งรถเข็น
โดนเข็นมารอข้างนอก แล้วเพื่อนๆก็พากันมาที่โรงพยาบาล
ทุกคนดูจะตกใจกับปริมาณเลือดบนปกเสื้อของผมมาก คือทั้งปกเลยครับ
สุดท้ายก็ต้องตัดใจทิ้งเสื้อตัวนั้นไปเลย เสียดายนะ ฮ่าๆ
 
มันมากันก็มาถามๆว่าเป็นยังไง? ให้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังเหมือนกลัวว่าผมจะความจำเสื่อม
สักพักก็มีเจ้าหน้าที่หอพักมาสอบถามเรื่อง พร้อมกับพี่วินที่พยายามถามผมหลือเกินว่า
จะให้เขาชดใช้ยังไง? ... มาถามอะไรตอนผมเบลอๆวะครับ - -
รู้งี้สลบมันให้รุ้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า ถ้าจะมาถามซักไซ้อะไรกับผมขนาดนี้
 
เอาจริงๆผมก็ไม่รู้จะไปเรียกร้องอะไรจากพี่วินนะ เพราะว่าอุบัติเหตุมันไม่มีใครอยากให้เกิดหรอก
แล้วเขาทำอาชีพหาเช้ากินค่ำแบบนี้ด้วยแล้ว ผมเลยบอกว่า อย่าเพิ่งถามอะไรผมเลย
แล้วมก็ขอตัวกลับครับ หลังจากติดต่อเรื่องยาและค่าใช้จ่ายแล้ว
ผมได้ยาพารามาสองแง แก้อักเสบอีกสองแผง
แล้วก็ขับมอไซเพื่อนกลับมาหอ(เห็นมั๊ย ผมไม่เป็นไร) ฮ่าๆ
 
กลับมาก็อาบน้ำ ตอนถอดเสื้อแอบตกใจมากทีเดียวครับ เลือดทั้งนั้น
เต็มปกเสื้อจริงๆ ยังไม่นับที่ไหลไปตามหลังและบริเวณด้านหน้า ช็อคมาก!
 
เสียเลือดเพื่ออะไรเนี่ย? ... ฮ่าๆ
 
ทีแรกกะไว้ว่าจะบอกพ่อแม่ตอนเช้าอีกวัน คือกะว่ากลับบ้านแล้วไปบอก
พอเข้าเฟสเจอพ่อยังออนอยู่เลยโทรไปหาเขา สรุปว่าพ่อขับรถมารับคืนนั้นเลย
 
 

 
 


จริงๆที่มาเล่าเนี่ย ผมไม่ได้อยากจะนำเสนออะไรนักหรอกนะครับ 
อันที่จริงแล้วอุบัติเหตุไม่ว่าเกิดยังไง...มันคือเรื่องที่ทำให้เราเฉียดใกล้ความตายทั้งนั้น
 
ผ่านเหตุการณ์ในวันนั้นมาได้ จริงๆแล้วมันก็ทำให้ผมคิดอะไรได้เยอะมากเลยนะ
อนาคต เรามองไม่เห็นมัน เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
วันนี้เราอาจจะยิ้มและหัวเราะอยู่กับเพื่อนหรือใครก็ตามที่อยู่ในชีวิตเรา
พรุ่งนี้เราอาจไม่มีลมหายใจหรือเรี่ยวแรงพอจะทำสิ่งเหล่านี้อีกแล้วก็ได้
 
ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองเมื่อไหร่?
ไม่มีใครรู้หรอกว่าตัวเองจะหมดลมหายใจไปตอนไหน?
 
ถามตัวเองดีๆ...ว่าใช้ชีวิตคุ้มแล้วหรือยัง?
 
ทุกวันที่คุณยังหายใจ ได้ทำอะไรมากมายคุณทำมันเต็มที่แล้วหรือยัง
ผมลองคิดเล่นๆว่า ถ้าผมหลับไปไม่ตื่นขึ้นมาอีก
ผมจะเสียใจแค่ไหนที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ
เพียงเพราะความประมาท ที่คิดว่าผมจะอยู่ไปเรื่อยๆอย่างยืนยาว
ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ความเป็นความตาย อยู่รอบๆตัวเราเกือบตลอดเวลา
แล้วมันก็ใกล้แค่นี้เองจริงๆนะครับ
 
อายุของคนเรามันเฉลี่ยแล้วก็ประมาณคนละ 60-80 ปีเท่านั้นเอง
ผมว่ามันสั้นมากนะ ถ้าเทียบกับระยะเวลาของอะไรสักอย่าง 
มันน้อยมากเลยละครับ เวลาไม่ถึงร้อยปีแบบนั้น จะทำอะไรได้บ้าง?
ทำอะไรได้แบบที่อยากทำจริงๆ มีความสุขจริงๆสักเท่าไหร่กัน
 
ทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่อคนอื่น ทำอะไรแล้วมีความสุข?
ทำอะไรแล้วที่เมื่อถึงเวลาไม่มีลมหายใจ แล้วคุณจะไม่รู้สึกเสียใจ
เสียดาย โหยหา เรียกร้อง หรืออะไรก็ตามแต่
 
แค่หยุดคิดสักเสี้ยวนาทีนะครับ ผมคิดว่ามันไม่เสียหาย
บางทีจากนี้คุณอาจจะคิดอะไรรอบคอบมากขึ้น มองเห็นอะไรได้ง่ายขึ้น
ตัดสินใจเร็วขึ้น กล้ามากขึ้นที่จะตัดสินใจทำอะไร
มองโลกในแบบที่ควรจะเป็นมากขึ้น ^^
 
ผมอยากขอบคุณทุกความห่วงใยตั้งแต่วันที่ผมประสบอุบัติเหตุ
จนถึงการถ่าถามอาการต่างๆจนถึงวันนี้ ขอบคุณจริงๆนะครับ
ผมรู้ว่าคนในทวิตเตอร์หลายคน อ่านบล็อคของผมอยู่
 
ผมอยากขอบคุณทุกคนจากใจจริงๆสำหรับความห่วงใยทั้งหมดนั้น
ผมอยู่บนโลกนี้มา 19 ปีแล้ว ครั้งนี้ถือเป็นความห่วงใยที่มีค่ามากอย่างที่ผม
อย่างที่ตัวผมไม่เคยคิดว่าจะได้รับจริงๆนะครับ...ขอบคุณทุกคนจริงๆ ^^
 

 

 
*แผลแค่นี้เอง...สบายมาก*

No word...

posted on 01 Jul 2011 02:49 by bluefaith-ashi
อันยอง อันยอง ^o^!!!
 
เนี่ยจะสว่างอีกแล้ว ช่วงนี้ทำงานด้วยอะไรด้วย
เผลอๆไปมาก็นอนเกือบตีสามตีสี่ไปทุกวัน รู้สึกว่าใช้ร่างกายคุ้ม(?)จริงๆครับ ฮ่าๆ
 
ไม่เคยคิดว่าเด็กปีสอง ศิลปกรรมจะเรียนเต็ม งานล้นได้ขนาดนี้เลยครับ
ให้ตายสิ แทบไม่ได้มีเวลาเป็นของตัวเองเลย 
บางทีแอบมีเวลาว่างบ้างก็กลายเป็นว่าดันระแวงว่าจะลืมทำการบ้านอะไรไปมั๊ย = =
ท่าทางจะเป็นเอามากจริงๆครับ 
 
Twitter แทบไม่ได้โผล่หัวเข้าไป จำใจต้องถอดมันออกจาก BB 
ไ่ม่อย่างนั้นไม่เป็นอันเรียนแน่ อาจารย์เผลอเป็นกดเผลอเป็นกด - - เสียนิสัย
พอไม่ได้เล่น Twitter ก็รู้สึกว่าชีวิตมันช้าลง และ ตกประเด็นมากขึ้นนะ ฮ่าๆ
จริงๆครับ แต่ก่อนเปิดคอมเข้าเวปเช็คข่าว ไล่อ่านทวิต ตอบเมนชั่น เม้าท์มอย
ชีวิตค่อนข้างจะสุขขีอยู่ไม่น้อย แต่ตอนนี้มันทำไม่ได้แล้วครับ
 
เหลือเวลาเรียนอีกสองปีก็จะจบแล้ว ไม่โดนรีไทด์เป็นดีที่สุด 
แต่ก็เพราะไอ้ความโซเชี่ยวลิซึ่มปัญญาอ่อนของผม สุดท้ายก็ตัดไ่ม่ได้หมด
ยังคงเหลือเยื่อใยเอาไว้ให้ Facebook อยู่ดี แต่มันก็ Realtime น้อยกว่า Twitter
อันนี้พอหยวนๆไม่เสียหายอะไร ฮ่าๆ (เข้าข้างตัวเอง)
 
แต่ว่าผมไม่อยากทิ้งบ้านของผมให้รกร้าง ต้องหาเวลามาปัดฝุ่นบ้าง
อย่างที่มาวันนี้เนี่ยแหละ คิดถึงคนอ่านเกือบร้อยกว่าคนของผม
(แต่ไม่มีใครเม้น TT^TT) 
 
โอ๊ย~ ผมก็บ่นไปงั้น เม้นก็ดีนะ ฮ่าๆ ล้อเล่นๆ 
เข้าเรื่องดีกว่า
 
ช่วงนี้แทบไม่ค่อยได้นอน กินดีอยู่ดี นอนน้อยแต่โอเคนะ
ฟังเพลงแม่งทั้งวันเหมือนเดิม บางทีถ้าว่างไม่มีอะไรทำก็จะอ่านการ์ตูนครับ
เพราะว่าเพื่อนในเอกที่เ็ป็นเมทกันเนี่ย มันเป็นโอตาคุ
เข้าร้านการ์ตูนทีนึง หิ้วออกมาเป็นสิบๆเล่ม ผมก็เลยได้อานิสงค์ไปด้วย
 
นอกจากอ่านการ์ตูน ทำงาน ฟังเพลง แล้วผมก็ดู Glee ด้วย
สนุกดีนะครับ ตอนนี้ดูซีซั่นแรก ถึงกลางๆเรื่องแล้วละ แต่ยังหาเวลาดูต่อไม่ได้
แล้วก็ติดเกมส์ Plants Vs Zombies นิดหน่อย 
สันดานผมมันชอบเอาชนะ ถ้าได้เล่นเกมส์ผมก็ติดจริงจังเหมือนกัน
แต่ถ้าไม่ได้เล่น ก็ไ่ม่เล่นเลยจริงๆไม่ว่าเกมส์อะไร
 
ผมโดนทักว่าพูดน้อย(แต่ในงานเขียนยังเวิ้นเว้อได้เท่าเดิม)
มันก็ไม่ได้พูดน้อยอะไรนะ แต่คงเป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้คุยอะไรกับใครมาก
ไม่ค่อยได้พูดเรื่องชีวิตประจำวันกับใครเท่าไหร่
ฟังดูเหมือนทุกอย่างถูกแทนที่ด้วย
งาน งาน งาน และ งาน อะไรแบบนี้ครับ
 
ปัญหาจริงๆแล้วก็เท่าเดิมนะ แต่ผมไม่ได้พูดออกมามากกว่า
ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนเริ่มเก็บอารมณ์ คุมอารมณ์ได้ดีแบบนี้ตอนไหน
มันก็ดีกว่าเมื่อก่อนนะ แต่ผมเลือกได้แล้วว่าจะพูดหรือไม่พูดมากกว่า
 
พอมีปัญหาไม่ว่าเรื่องอะไร จากที่เคยต้องหาคนฟัง ตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว
ก็คือคิดคนเดียวแล้วจบคนเดียวมากกว่า ไม่อยากพูดออกไปอีก
รู้สึกปากตัวเองขยับยากขึ้นทุกวันเลยครับ ฮ่าๆ
 
ผมฟังเพลงบ่อยขึ้นมาก เสียใจก็ฟังเพลง มีปัญหาก็ฟังเพลง
ขนาดอยากอยู่เงียบๆคนเดียว ออกไปนั่งชิลที่ระเบียง ผมก็ฟังเพลง
เริ่มรู้สึกว่าผมกลับเข้าไปในโลกของตัวเองได้บ่อยขึ้นแล้ว
 
จริงๆแล้วผมมีความสุขนะ มันโอเคเลยละ ^^
 
บางอย่างเราเลือกเจอหรือไม่เจอไม่ได้ พอมันมาคิดแป็บนึงแล้วจบ อย่าไปจมกับมัน
ปล่อยให้เวลาเป็นตัวนำพาไป จะดีขึ้นหรือแย่ลงก็สุดแล้วแต่
 
ปลงง่ายขึ้นนะ สงบมากขึ้น
 
ยิ่งงานเยอะมากเท่าไหร่ เหนื่อยขนาดไหน ผมยิ่งรู้สึกสงบใจมากขึ้นเท่าตัว
ถึงมันจะหนัก จะเหนื่อย แต่ผมก็ยังรู้สึกดีได้อย่างนี้
มันเจ๋งมากเลยนะครับ
 
นี่ล่ัะมั้งที่เค้าว่ากันว่า มันคือ ความสุขในการได้ทำในสิ่งที่รัก
ได้ทุ่มเท ตั้งใจ เสียสละ หรือะไรก็ตามเพื่องานหรือสิ่งที่เรารัก
ความสุขมันก็เกิด ^^
 
โอ้ว~ ถ้าเกิดเขียนมากกว่านี้ ผมไม่ได้นอนแน่เลยอ่ะ
พอกลับมาแล้วก็ติดลมบน คิดถึงทุกคนมากเลย
 
คิดถึงเยอะมาก เพื่อน พี่น้อง คนรู้จัก ไม่มีเวลาได้คุยเลย(เศร้านิดๆ)
แต่ผมก็หวังว่าพวกเขาจะสบายดีและมีความสุข
 
ทุกคนรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ
 
แล้วผมจะมาใหม่ จะมาอีก ^^
 
ฝันดีครับ~